ตัวแทนความเป็นไทย...

posted on 17 Jan 2012 10:41 by jepink

1. เพื่อนชาวญี่ปุ่นของดิฉันโทรมา บอกอยากตกแต่งห้องที่เพิ่มจะย้ายเข้าไปใหม่ อยากให้ช่วยพาไปซื้อของตกแต่งห้องอยากได้แบบไทยๆ  ดิฉันก็ อ้อ....ของตกแต่งแบบไทยๆ ก็นึกถึง อะไรที่เกี่ยวกับช้าง เพราะคนญี่ปุ่นส่วนใหญ่ชอบช้าง อย่าง  จานรองแก้วแบบสานรูปช้าง นาฬิการูปช้างมีตัวเลขที่หน้าปัดเป็นเลขไทย  หัวโขนเล็กๆ  รูปภาพติดผนังแบบประเพณีไทย

 

2. พอไปดูห้อง เป็นห้องเดี่ยว เหมือนห้องเช่าธรรมดาทั่วไป  ของตกแต่งห้องคงยัดเข้าไปไม่ได้มาก อย่างมากก็แจกัน โคมไฟแบบไทยตั้งที่หัวเตียง ภาพแขวนผนังอะไรประมาณนี้  ก็เลยกะจะพาไปจตุจักร น่าจะมีของไทยๆให้เลือกเยอะ

แต่คุณเธอ ดันอิดออดไม่อยากไป จตุจักร

 

3. คุณเธอบอกว่าจตุจักรไปบ่อยแล้ว เดียวจะพาไปร้านแถวๆนี้  ไปช่วยต่อราคาให้หน่อย ดิฉันก็อ้าว ... ตกลงว่าจะมาให้ช่วยต่อราคาเฉยๆเหรอ (・ ・)?

 

4.คุณเธอพาไป ร้านขายสังฆทาน  เราก็ แหม... ช่างรู้จักประเพณีไทยดีจริงๆ รู้จักการถวายสังฆทานด้วย (^-^)…

 

5. แต่ผิดคาด เธอบอกว่าจะซื้อไปตกแต่งห้อง ชอบมากเลย ดิฉันก็เออ....(^-^!)

 

อิฉัน           : “ จะดีเหรอคะ มันจะไทยมั๊กเลยนะ มันจะเหมือนศาลพระภูมินะคะ” (^_^!)

 

ชาวญี่ปุ่น    :  “โอเค โชบ มากๆ  เวลาแม่มา ที่โห้ง จะได้รู้สาก เหมืองอยู่เมืองทาย ” (^0^)

 

สิ่งที่คุณเธอซื้อก็มี

 ดอกบัวเงิน ดอกบัวทองพร้อมพานทองไว้บนหัวเตียง

 

 

พวงมาลัยพลาสติกเจ็ดสีเจ็ดศอก พาดบนหลังตู้เสื้อผ้า

 

 

พวงมาลัยพลาสติกแบบสั้น คล้องที่ลูกบิด  และ.....

เทียนพรรษา ดีนะที่แท่งใหญ่มันแพง เลยได้แท่งเล็กมา

 

6.ดิฉันว่ายังขาดแค่ รูปปั้นบูชา  เพิ่มตุ๊กตานางรำ กับตุ๊กตาลูกกรอก รักยม จุดธูปเทียนบูชานิดหน่อย ก็ได้บรรยากาศเลยแหละ ....(-/\-) สาธุ ดิฉันไม่ได้ตั้งใจลบหลู่นะคะ

 

ตอนแรกดูเหมือนเธอจะอยากได้พระพุทธรูปด้วย แต่ดิฉันบอกว่าคนไทยถือ ห้ามนำพระพุทธรูปมาตกแต่งบ้าน ถ้าเอามาตกแต่งบ้าน อาจจะทำให้เกิดเรื่องไม่ดีกับเจ้าตัวได้ เธอก็เลย โอเค ถ้าคนไทยถือเธอก็ไม่ทำ

 

ดิฉันว่าบางครั้งตัวแทนของความเป็นไทยแบบที่เราจินตนาการ กับแบบที่ชาวต่างชาติคิดมันก็ไม่ค่อยจะตรงกันเท่าไรเลยนะ

 

 

ควันหลงคริสมาสต์

posted on 12 Jan 2012 13:21 by jepink

1.วันนี้จะเขียนเรื่องวันคริสมาสต์ซะหน่อย ไม่รู้จะช้าไปรึเปล่า  ตอนไปญี่ปุ่นครั้งที่แล้ว ได้มีโอกาสอยู่จนถึงช่วงคริสมาสต์อีฟ 24 ธันวา ( จำได้อาจารย์ญี่ปุ่นบอกว่าถ้า 23 ธันวา เรียกคริสมาสต์อีฟ อีฟ  แหม..คิดไปได้ ) ได้ดูบรรยากาศในช่วงใกล้คริสมาสต์ และก็ปีใหม่  ตามท้องถนนจะมีการประดับไฟคริสมาสต์ หมือนบ้านเราเลย แต่ดูบ้านเราจะมีสีสันมากกว่านะ  ที่บ้านเราบางทีจะมีเปิดเพลงคริสมาสต์คลอด้วย มีรถเข็นขายอาหาร อากาศก็เย็นสบายกำลังดี   กินไปดูไฟไป แหม..มีความสุข

 

 2.ที่โอซาก้าช่วงนั้นหนาวมาก หนาวจนไม่กล้าจับหูกับจมูกตัวเอง  กลัวมันหลุดติดมือ แต่ดิฉันว่าถ้ามันไม่เกรงใจดิฉัน มันคงหลุดออกมาและ (-_-!)….

 ที่นี้ส่วนใหญ่จะเป็นคู่รักมาเดินจูงมือดูไฟกันซะมากกว่า ดูแล้วก็ตาร้อนเลยเรา บรรยากาศก็จะเงียบๆ  (ถ้าไม่ได้อยู่ในย่านชอปปิ้ง)  ไม่มีร้านขายของข้างทางเหมือนบ้านเรา ถึงมีก็คงไม่มีใจจะกิน หนาวขนาดนี้   ถ้ามาคนเดียวคงจะเหงาน่าดู    เหงาด้วย หนาวด้วย แง๊...

  

3. ช่วงนั้นดิฉันมีโอกาสมีต้นคริสมาสต์ประดับในห้องกะเขาด้วย  ทั้งที่ในห้องก็แคบมาก ด้วยอาจารย์ชาวญี่ปุ่นเกรงว่าดิฉันจะไม่ได้รับบรรยากาศช่วงเทศกาลคริสมาสต์  กลัวดิฉันจะเหงาตายคนเดียวอยู่ในห้องแคบๆที่ญี่ปี่น ก็เลยเสนอแกมบังคับให้เอาต้นคริสมาสต์ไปประดับที่ห้อง

 

4.ตัวดิฉันเองก็ไม่ได้รู้สึกซาบซึ้งอะไรกับมันมาก รู้สึกว่ามันไกลตัว มันไม่ใช่เทศกาลของเรา แต่สำหรับคนญี่ปุ่นแล้วเทศกาลคริสมาสต์ถือว่าสำคัญ มีการให้ของขวัญกัน มีประดับต้นคริสมาสต์ในบ้าน มีกินเค้ก กินไก่อบ ขนาดที่โรงอาหารที่โรงงานยังมีอาหารพิเศษสำหรับวันคริสมาสต์โดยเฉพาะให้กินเลยนะ เป็นไก่ย่างกับกราแตงร์(เขียนถูกรึเปล่านะ) ทั้งๆที่คนญี่ปุ่นก็ไม่ได้นับถือคริสต์

 

5.       อาจารย์ญี่ปุ่น      :  ” นี้เธอ เมืองไทยมีคริสมาสต์ไหม ? “

 

อิฉัน               : อือ... “ มีจัดตามห้าง ข้างนอกอะ แต่ในบ้านไม่มีจัด”  

 

อาจารย์ญี่ปุ่น :ทำไมละ?”  “ ทำไมในบ้านไม่มีจัด” “ แปลกนะ”   (・_・)?)

 

อิฉัน             :  (-_-!)  “ ไม่ได้นับถือคริสต์... อาจารย์นับถือคริสต์เหรอ?”

 

อาจารย์ญี่ปุ่น  :  “ เปล่า.” ((・_・))

 อิฉัน              :  “แล้วทำไมจัดละ”

อาจารย์ญี่ปุ่น : “นั้นนะสิ?”  ....  “ น่าๆ เอาบรรยากาศ” (^-^!)

                      “พอดีฉันมีต้นคริสมาสต์เก่าอยู่ไม่ได้ใช้แล้ว ฉันให้เธอเอาไปประดับที่ห้องนะ” “ ที่เมืองไทยไม่มีไม่ใช่เหรอ”

อิฉัน                : “ไม่เป็นไรคะ”

อาจารย์ญี่ปุ่น  : “ ทำไมละ?”

อิฉัน              :  ” ไม่ได้นับถือคริสต์นะ เกรงใจ  บ้านอาจายร์เป็นคริสต์เหรอคะ “

 

อาจารย์ญี่ปุ่น :  “เปล่า.”  (-_-!)..พึ่งบอกไปตะกี้

 

 อาจารย์ญี่ปุ่น:  “เอาไปเถอะ เดี๋ยวฉันขนไปให้”

 

อิฉัน :ห้องมันแคบนะ ไม่รู้จะวางตรงไหน”  

 

อาจารย์ญี่ปุ่น: ” ไม่เป็นรั๊ย  มันต้นเล็กนิดเดียว เอาบรรยากาศ….”

  

อิฉัน :” บรรยากาศเหรอ?  ไม่ได้นับถือคริสต์นะ  อาจารย์นับถือคริสต์เหรอ?”

   

อาจารย์ญี่ปุ่น: (-_-!) … ”เดี๋ยวเย็นนี้ฉันขนไปเลย ตั้งให้ ประกอบให้ด้วย โอเคนะ”  

 

ที่จริงดิฉันก็ไม่ได้ตั้งใจจะกวนแกนะ แต่พอดีหมั่นไส้แก แกทำหน้าเหมือนว่าคนไทยนี้แปลกไม่ประดับต้นคริสมาสต์ที่บ้าน แต่ดิฉันว่าคนญี่ปุ่นนะแปลก  

 

 

 

 

 

 

 

แต่พอดูไปดูมามันก็สวยดีนะ ถึงบางทีอาจจะเดินชนมันบ้างก็เหอะ

ยังไงก็ขอบคุณอาจารย์นะคะ ที่ช่วยขนมาให้ แถมนั่งประดับดาวให้อีกตังหาก โดยมีอิฉันนั่งดู ชี้นิ้วสั่งอย่างเดียว

บอก.. “ จารย์ ดาวมันเอียงนะ  นะนะ.. ซานตาครอสหลุดไปแล้ว ติดดีๆซิคะ”    ฮิฮิฮิ .....

 

 

 

 

ถึงว่า...ทำไมยังโสด

posted on 14 Nov 2011 09:19 by jepink

1.     เสาร์อาทิตย์ที่ผ่านมา ไม่ได้ ไปไหนเลย เพราะน้ำท่วม ออกไปไหนลำบาก ที่จริงหมู่บ้านดิฉันยังไม่ท่วม แต่ถนนทางเข้าท่วมหมดแล้ว  ถ้าจะออกไปก็ต้องยอมลุยน้ำประมาณเข่า ออกไป แต่กลัวขาอันเนียนเรียบของข้าพเจ้า ถ้าโดนน้ำบ่อยๆ อาจจะมีอันเป็นไป ก็เลยนอนอยู่บ้าน เอาการ์ตูนขายหัวเราะของหลานมาอ่าน ตลกดี  อ่านแล้วก็ เออ...จริงแฮะ ก็เลย เอามาลงให้อ่าน เพื่อจะหานเครียด หายเซ็งกับน้ำท่วมบ้าง  

 

2.     ผู้ชายนิสัยดี.....มักจะขี้เหร่

 ผู้ชายที่หล่อ......มักไม่สุภาพ

ผู้ชายที่ทั้งหล่อและสุภาพ.....มักเป็นเกย์

ผู้ชายที่หล่อ สุภาพ และ ไม่ใช่เกย์ .....มักแต่งงานแล้ว

ผู้ชายที่ไม่ค่อยหล่อและนิสัยดี .....มักไม่มีสตางค์

ผู้ชายที่หล่อ นิสัยดี และมีสตางค์.....มักจะคิดว่าเราเห็นแก่สตางค์ของเขา

ผู้ชายที่หล่อ ต่ไม่มีสตางค์.....มักจะเห็นแกสตางค์ของเรา

 

และ.....ผู้ชายที่หล่อและเป็นชายแท้ แต่นิสัยไม่ดี.....มักคิดว่าเราไม่สวยพอ

ผู้ชายที่เห็นว่าเราสวยเหมาะกับเขา.....มักเป็นคนขาดความมั่นใจ

ผู้ชายที่หล่อ สุภาพมีฐานะ และเป็นชายแท้ .....มักจะขี้อายและกลัวการเริ่มต้น

ผู้ชายที่กลัวการเริ่มต้น.....มักเป็นผู้ชายที่ผู้หญิงไม่สนใจ

 

อ่านแล้วก็เฮ้อ...ว่าแล้วเชียว ทำไม่ดิฉันยังโสดอยู่ มันเป็นยังงี้นี้เอง  (-_-!)

 

 

1.จะมาเล่าต่อจากเอนทรี่ที่แล้ว  เรื่องอุปสรรคในการอัพบล็อกข้อต่อไป  คือ ไม่มีเน็ตใช้   เน็ตที่โรงงานมีให้ใช้นะ  แต่ไม่มีแป้นพิมพ์ภาษาไทย แล้วอิฉันก็พิมพ์แบบสัมผัสไม่ได้ เวลาพิมพ์งานต้องมองแป้น  แล้วก็ จิ้ม เอา เหมือนพนักงานพิมพ์ดีดสมัยก่อน  (พูดแล้วก็เขิน.......อายุ )  จำได้ครั้งที่แล้ว ที่มา ขโมย Wi-Fi ญี่ปุ่นใช้  คราวนี้ไม่มีให้ใช้ ต้องใส่รหัส หมด......  สงสัยจะจับได้ว่ามีอิต่างด้าวที่ไหน แอบใช้เน็ต เลย ล็อกซะ......อดเละย   

 

2.     อิฉันก็เลย ไปขอใช้เน็ตกับทางญี่ปุ่น  ก็ใช้ข้ออ้างต่างๆนา  ตอนนี้ประเทศไทย น้ำกำลังท่วม... ต้องติดตามข่าวสารทางเมืองไทย... จำเป็นต้องใช้เน็ต...  เพราะตอนอยู่ญี่ปุ่น ข่าวน้ำท่วมไทยดังมาก  ออกข่าวทุกวัน  เรื่องมันกำลังดัง เราต้องทำให้มันดังขึ้นอีก อะ.. ไม่ใช้....  ใช้ให้เป็นประโยชน์ ....                                                                                                                          ในที่สุดก็สำเร็จ ทางญี่ปุ่น โทรไปขอทางเมืองไทยให้อิฉัน ใช้เน็ต ได้     แค่รอพาสเวิร์ดก็ใช้ได้แล้ว   ฮิฮิฮิ...(^0 ^)

 

 

3.หลังจากนั้นสามวัน พอได้พาสเวิร์ด  ก็นึกว่าจะจบเรื่อง ปรากฎยังคงต้องชดใช้กรรมกันต่อ ปลั๊กแบบรูวงกลม3รูที่เตรียมมาจากไทย (รูปลั๊กไฟของญี่ปุ่นจะเป็นวงรี) สายคอมเสียบเข้าไม่ได้ มันเสียบเข้าได้แค่สองรู  แต่อีกรูมันสูงกว่า ก็เลยเสียบเข้าไม่ได้  ดิฉันก็เลยต้องไปหาซื้อปลั๊กแบบสามรู แต่ไปหาที่ไหนๆ ก็มีแต่แค่ สองรู....ดิฉันก็เลยต้องหาตัวช่วยไปถามทางคนญี่ปุ่น ปรากฏคนญี่ปุ่นพอรู้ว่าสาว(เหลือ)น้อยจากเมืองไทย เดือดร้อน ก็เลยอาสาช่วยหาปลั๊กให้  ได้ปลั๊กมาทั้งหมด4ตัว เพราะญี่ปุ่นต่างคนต่างซื้อมาให้ ..โดยมิได้นัดหมาย   (น่าภูมิใจในความฮอตจริงๆ)

 

 

4.แต่ ปลั๊กที่ได้มาทั้งหมดสี่ตัวมันก็แค่สองรู.....มันไม่ใช้สามรู   ก็กรูบอกอยากได้3รู จะซื้อ2รูมาให้ทำมายเนี้ย  อิฉันก็เลยเกิดอาการเซ็ง   ก็เลยนึกด่าญี่ปุ่นอยู่ในใจ  จั๊กง่าวจริงๆ  แค่เรื่องสองรูกับสามรูทำไมมันไม่เข้าใจ          แต่คนอย่างอิฉันถ้ามีเรื่องแล้วไม่ได้บ่น แสดงว่าไม่ใช้ดิฉัน  ก็เลยไปบ่นให้อิน้องเอ็นจิเนียร์ฟัง  แต่ปรากฏว่า....

 

อิน้องเขาไม่ได้จั๊กง่าวนะเจ้ ปลั๊กนะเสียบแค่สองรูก็พอ

อิฉัน  ; จะเสียบสองรูได้ยังไงยะ  แล้วไอ้ขาที่สามละ?  (-o-)

อิน้อง; ขาที่สามมันเป็นสายดิน ไม่ต้องเสียบก็ได้  หักออกก็ได้เจ้

อิฉัน; อ้าว...เหรอ (^-^!) แฮะ แฮะ แฮะ   แล้วทำไมไม่รีบบอก

 

 

5.     หลักจากได้ปลั๊กมาเรีบยร้อย ก็จัดการSetคอม ตามคู่มือ ปรากฏว่า ในคู่มือไม่มีวิธีการ เซ็ตวินโด้7......นั้น เอาอีกแล้ว    ตอนนั้นเกิดอาการ เบื่อมากแต่ก็พยายามต่อ ไปลากญี่ปุ่น มาเซ็ตให้ที่ห้อง อิญี่ปุ่นนี้ก็อิดออด บอกอยากมาเซ็ตให้ แต่ตามกฏบริษัทเขาห้ามไปอพาร์ตเม้นของล่ามที่เป็นผู้หญิงนะ..   เราก็บอกไม่เป็นไร ฉันไม่บอกใครหรอก (เปิดทางเต็มที่) มันก็ยังเล่นตัวอยู่นั้นแหละ จนต้องลากอิน้องเอ็นจิเนียร์ไปด้วย มันถึงยอมไปเซ็ตให้

 

แต่ในที่สุดก็เซ็ตไม่ได้ มันไม่ยอมรับพาสเวิร์ดที่ใส่ลงไป  เรื่องราวทั้งหมดนี้ ตั้งแต่ต้นจนจบใช้เวลาหนึ่งเดือนกับความพยายาม จนได้กำหนดกลับเมืองไทย ก็ยังใช้เน็ตไม่ได้    (-_-!)

 

  เรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “ความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั้นแหละ”

 

ป.ล สิ้นเดือนนี้มีกำหนดไปญี่ปุ่นอีกรอบ เดี๋ยวจะลองใหม่ คราวนี้ถ้าไม่ได้ คงต้องทำใจแล้วมั้ง            

 

edit @ 9 Nov 2011 12:17:55 by Thirty lady

edit @ 9 Nov 2011 13:09:02 by Thirty lady

edit @ 9 Nov 2011 13:09:36 by Thirty lady

  1. กลับมาจากญี่ปุ่น ได้3วัน ก่อนไปดิฉันเขียนไว้ว่า จะอัพเรื่องไปญี่ปุ่นบ่อย ๆ แต่เอาเข้าจริงๆ ไม่ได้อัพเลย  ไม่ได้ถ่ายรูปที่ญี่ปุ่นมาด้วย  มัมมีเหตุคะ

 

2.กล้องที่เอาไปไม่มีสายชาร์ตแบต อุตส่าห์ถอยออกมาใหม่ ป้ายแดง สีแดงทับทิมของ  _AMSUNG   มีหน้าจอ2 หน้า ตอนแรกก็สงสัยชาร์ตตั้งนานทำไมไม่เข้าฟระ พอไปดูก็ปรากฎว่า เป็นสายเคเบิลที่ต่อเข้าคอม  อ้าวแล้วสายชาร์ตมันหายไปไหนละ ( ・-・)??....มันก็มีอยู่สายเดียวนี่หว่า

 

3.  ตอนแรกก็คิดว่าคงลืมเอามาจากเมืองไทย น่าจะอยู่ในกล่องของกล้องหยิบออกมาไม่หมด (ขอสารภาพว่าซื้อกล้องมาสองเดือน  ไม่เคยเปิดดูเลย พอจะไปญี่ปุ่นก็เปิดกล่องหยิบเอาแต่ข้างในมา ) แต่ดิฉันก็จำได้ว่าตอนที่พนักงาน  สอนวิธีการใช้ มันก็มีแค่สายเดียว กับปลั๊กเสียบแค่นั้นจริงๆ  และก็ไม่คุ้นด้วยว่ามีอย่างอื่น  แต่อย่างที่บอก ดิฉัน เป็นคนขี้ลืม  ไม่รอบคอบก็ยังปลอบใจตัวเองอยู่ น่าจะอยู่ที่บ้านละน่า

 

4.     พอกลับมาถึงก็ค้นกล่องก่อนเลย ไม่มีอะไรเลยนอกจากManual  ตอนนั้นยังคิดอยู่ว่า แล้วในSetของกล้องมันต้องมีอะไรให้บ้างเนี๊ย  พอCheck ในManual ปรากฎว่าในSet จะต้องมีที่ซาร์ตตากหาก กับสายชาร์ตที่ตัวเครื่องด้วย

 แต่มันไม่มี  ไม่มี แล้วมันอยู่ไหนนนนนน.......(@0@)!!!
 
อยากจะโทรไปถามที่ร้าน ก็ไม่มีเบอร์  ใบเสร็จก็ไม่ได้เก็บไว้ ถ้าไปบอกที่ร้านมันว่าในกล่องไม่มีสายชาร์ตมันจะ เชื่อไหม  เพราะตอนซื้อมันก็เปิดกล่องให้ดูอยู่ว่ามีอะไรบ้าง ตอนนั้นดิฉันก็ อือ อือ อือ อย่าง เดียว ไม่ได้มองด้วยว่ามันครบไหม  เวรกรรม ...

 

5.  เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าถ้าจะชื้ออะไรก็ตามให้หยิบManual ออกมาดูด้วย ว่าในSet นั้นมันมีอะไรอยู่บ้าง แล้วรื้อออกมาจากกล่อง เรียงเลย ว่ามีครบตามนั้นไหม  

 

6.แต่ถ้าวิเคราะห์จากที่ดิฉันทำงานโรงงานมาสิบกว่าปี อาจจะเป็นความผิดพลาดมาจากโรงงานก็ได้ คือสายไม่ได้ใส่ลงในกล่องมาตั้งแต่ทีแรก แล้วพนักงานที่ร้านก็มั่วนิ่ม รู้ว่าไม่มีอยู่แต่แรกแล้ว แต่เห็นหน้าตาดิฉันซื่อ เลยหลอกว่ามีครบ ......มรึงไม่ผิดเลยนะ   

 

7.     พอไม่มีกล้องก็เสียดายว่าตัวเองจะไม่มีรูปเวลาไปเที่ยวก็เลย อาศัยกล้องชาวบ้านเขา  เรียกให้เขาถ่ายให้ ตรงที่มีวิวสวยๆ จนอิน้องที่ไปด้วยมันบ่น 

 อิน้อง: นี้เจ้....ผมไม่ใช่ช่างกล้องส่วนตัวเจ้นะ”…..
 อิฉัน : (^-^!) แฮะ แฮะ...

 

8.     แต่เรารึจะยอมแพ้ เลยใช้วิธีใหม่ เดินตามมัน มันถ่ายตรงไหน  เราวิ่งเข้าไปแจมด้วย  เวลาวิ่งเข้าไปแจม ก็จะมีเสียงบ่นตามเคย    

อิน้อง; “ ตลอด.. ตลอด เลย ....ไม่เคยพลาดเลยนะ ทุกช็อตเลย “  

                  

(* ^*)........ก็เขาอยากถ่ายรูปง่ะ

 

ยังคะยังไม่หมด ยังมีอีก เดี๋ยวมาเล่าต่อ อู้งานมานานละ   

edit @ 2 Nov 2011 11:59:15 by Thirty lady

ขึ้นคาน...อีกแล้ว

posted on 26 Sep 2011 08:19 by jepink

เรื่องที่ว่าทำไม่ถึงไม่มีแฟน เคยเขียนไปแล้วครั้งนึง แต่ที่กลับมาเขียนอีกก็เพราะ หลานสาวสุดที่รัก(ประชด)ปีนี้อายุสิบขวบ

เริ่มจะรู้เรื่องแล้ว มาอ่านกลอนให้ฟัง

ฝน: “นาง นาง ! วันนี้ครูให้หนูฝึกแต่งกลอนด้วยแหละ หนูแต่งกลอนให้นางด้วยนะ”

อิฉัน: “เก่งจังเลย ไหนอ่านให้ฟังซิ”(^-^)

ฝน;”ฟังนะ ฟังนะ…“ (> o <)

                        “ บ้านนี้ทำเลดีหนักหนา

                       มีหญ้าขึ้นหนาสดใส

                  เจ้าของบ้านก็สำราญใจ

               ใกล้วัยขึ้นคานแล้วนะเอย “

ฝน :ฮ่า ฮ่า ((^ 0  ^))

อิฉัน:…..((_ _“!)) ใครสอนเมิงเนี๊ยพูดออกมาเข้าใจความหมายมั๊ยนั้นนะ

 

 

 

………………………………..

 
 

โดยส่วนตัวดิฉันแล้วก็ไม่ได้เดือดร้อนอะไรกับการไม่มีแฟนของตัวเองเท่าไร (จริ๊งงงง ไม่โกหกนะ) แต่คนรอบข้างนี้สิ ดูเหมือนจะเป็นห่วงดิฉัน เหลือเกิน  ถามอยู่นั้นแหละ 

เมื่อไรจะมีแฟน

เมื่อไรจะแต่งงาน 

มีปัญหาอะไรหรือเปล่า

 ต้องมีปัญหาแน่เลย

 เลือกมากไปรึเปล่า แนะนำให้เอามั๊ย?

ถามไปถามมา เริ่มนอยร์ เอะ…  รึกรุจะมีปัญหาจริงๆ รึ กรุแปลก( // _  _//!) 

…………………………………..

 

มีคนเขาบอกว่า ใครไม่รู้ละ

“ผู้หญิงที่ยังไม่แต่งงานเขาเรียกขึ้นคาน

ผู้หญิงที่แต่งงานแล้วเขาเรียกขึ้นหิ้ง”

ก็อยู่ที่ใครจะเลือกขึ้นอะไรอะนะ

ดิฉันก็อยากจะลงจากคานเหมือนกันแหละ ติดแต่ว่า…

พออยู่บนคานนานๆก็ไม่กล้าลงนะซิ ไม่รู้ข้างล่างจะมีอะไร คอยอยู่ มันก็หวั่นใจอยู่นะ

เฮ้อ…..เลิกเวิ้นเว้อ ไปทำงานดีกว่า

 

ป.ล  อาทิตย์หน้าไปญี่ปุ่นแล้ว เดี๋ยวจะอัพเล่าเรื่องญี่ปุ่นบ่อยๆนะ  

ก่อนเดินทาง

posted on 22 Sep 2011 15:53 by jepink

1. ช่วงนี้ยุ่งๆเพราะต้องรีบเตรียมตัวไปญี่ปุ่น ไปแปลอบรมงานให้กับเอ็นจิเนียร์ คนไทย ที่ตอนนี้ล่วงหน้าเดินทางไปก่อนแล้ว 3 คน  พวกนี้ก่อนไปก็ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นที่กรุงเทพ.ก่อนหลังจากนั้นก็ไปเรียนภาษาญี่ปุ่นและวัฒนธรรมการใช้ชีวิตที่ญี่ปุ่น อีกหนึ่งเดือน ก่อนจะเข้าไปอบรมที่โรงงานที่ญี่ปุ่น ซึ่งดิฉันก็ต้องตามเข้าไปสมทบตอนนี้แหละ …

 

2. การเดินทางครั้งนี้ เป็นการเดินทางคนเดียวครั้งแรกของดิฉัน ปกติไปต้องมีใครอย่างน้อยหนึ่งคนไปด้วย ไม่คนไทยก็ญี่ปุ่น คราวนี้ฉายเดี่ยวคะ เริ่มรู้สึกหวั่นๆพิกล ปกติดิฉันจะเป็นคนที่ไม่ค่อยจำทาง ไม่จำสถานที่ ไม่จำวิธีการใดๆทั้งสิ้น เวลาเขาทำอะไรก็ทำๆตามเขาไป ประมาณพี่ไปไหนน้องไปด้วย ...

 

3.    ไปอบรมคราวนี้แผนอบรมคือ7เดือนแต่ดิฉันจะไปแค่ 1 เดือน แต่แบ่งเป็น 3 ครั้งเพราะนโยบายบริษัทอยากให้เอ็นจิเนียร์ได้ฝึกใช้ภาษาญี่ปุ่นเองบ้าง แต่ดิฉันว่าทางที่ดีต้องเอามันไปปล่อยเกาะ(ญี่ปุ่น)หักดิบซะ ใช้แต่ภาษาญี่ปุ่นมันจะได้เก่งเร็วๆ เอาแบบถ้าไม่พูดก็ไม่ต้องกิน (>o<!) ...แอบโหดนะยะ

 

4.แต่ยังโชคดีที่ทางโรงงานยังส่งคนมารับที่สนามบิน ไม่งั้นดิฉันคงต้องงมหารถไฟไปโรงแรมเองแน่ แทนที่จะถึงโรงแรม3ทุ่มอาจจะถึงเที่ยงคืนก็เป็นได้...ถึงจะเคยไปแล้วหลายครั้งก็เหอะ ก็อย่างที่บอกดิฉันประเภทไม่เคยคิดจะจำทาง   บางทีทางโรงงานอาจจะคิดว่าปล่อยให้อีป้านี้มาเอง ถ้ามันถูกฉุด! รึ หลงทางไป  ต้องซวยตามหามันอีก และอาจลุกลามเป็นข้อพิพาทระหว่างประเทศก็ได้ โทษฐานทำให้ปูชนียบุคคลของประเทศสูญหาย เอวัง

ทำไมไม่Return....

posted on 16 Sep 2011 10:04 by jepink

วันนี้เข้ามาเขียนสั้นๆก่อนจะหยุดเสาร์อาทิตย์

หลังจากเขียนเรื่องลูกไก่…Return ไปแล้วก็มีคนถามอยู่เหมือนกันว่า จะกลับไปReturnไหม?

ขอตอบว่าคงยาก(แหม...เล่นตัวนะยะ) เหตุผลมีหลายอย่างนะ

 

แต่ที่แน่ๆ แปด เก้าเดือนที่ผ่านมาเขาบอกว่าไม่มีเวลา แล้วหลังจากนี้ละ เขาจะเอาเวลามาจากไหน ในเมื่อเวลามันก็มี 24 ชั่วโมงเหมือนกันทุกวัน ถ้าวันนี้ไม่มีเวลา วันหน้าก็ไม่มีเวลาเหมือนกันแหละ  

 

ทุกอย่างมันแสดงออกถึงความไม่จริงจัง ไม่ใส่ใจ คิดแต่เรื่องของตัวเอง ไม่มีความพยายาม และอีกหลายๆอย่างที่ไม่มีในตัวของผู้ชายคนนี้

 

ถึงแม้ว่าน้องโซดาจะบอกว่า ช่วงที่แกหายไป แกก็ไม่ได้ไปมีแฟนที่ไหน ลูกไก่เป็นคนดี ขยันทำงาน ไม่มีเรื่องผู้หญิง  คุณสมบัตครบถ้วนอย่างที่ผู้หญิงส่วนใหญ่ต้องการเลย ....แต่

ดิฉันว่าของอย่างงี้มันอยู่ที่คนสองคน ต้องมีความคิดไปในทางเดียวกัน ต้องพร้อมที่จะเดินไปพร้อมกัน ไม่ใช่อีกคนพร้อมจะเดินไปข้างหน้า แต่อีกคนยังห่วงอะไรก็ไม่รู้ แล้วมันจะไปด้วยกันได้ยังไง

ดิฉันว่าถ้าลูกไก่มี  ความใส่ใจ มากว่านี้ แกก็จะเป็นผู้ชายที่ ok เลยทีเดียว   

 

เอ....หรือว่าจะเก็บเอาไว้เป็นตัวสำรองดีน้า.......(เมิง...ยังจะคิดเสียดายอีกนะ)

edit @ 16 Sep 2011 10:06:20 by Thirty lady

edit @ 16 Sep 2011 11:40:04 by Thirty lady

ลูกไก่ Return..

posted on 13 Sep 2011 08:51 by jepink

1.อยากจะบอกว่ารู้สึกผิดมาก ที่ดองบล็อกไว้นานเกิน พอดีว่างานมันยุ่งๆ ก็เลยทำให้อารมย์ในการเขียนบล็อกหายไปด้วย

แต่ก็ยังแอบไปอ่านบล็อกชาวบ้านเขาตลอด ตอนนี้อารมย์กลับมาแย้ว สัญญาว่าจะ เข้ามาอัพบ่อยๆ ......เท่าที่จะทำได้แฮ่... แฮ่ (^_^!)

 

 

 2.หลังจากที่เคยเล่าเรื่องลูกไก่ไปแล้ว และบอกว่าคงจะไม่ได้เขียนเรื่องคุณลูกไก่อีก แต่ปรากฎว่า คุณเธอกลับมาแล้วคะ หลังจากหายไปแปดเดือนเต็มๆ  เรื่องมันมีอยู่ว่า น้องโสดา เธอจะเข้ามาเที่ยวกรุงเทพ เธอก็เลยนัดดิฉันไปกินก๋วยเตี๋ยวเรือ

พอเจ้านายใหม่น้องโสดารู้ก็เลยขอไปกินด้วย แล้วก็เลยไปชวนคุณลูกไก่ลูกน้องคู่หูเขาด้วย  แต่คุณลูกไก่เธอก็ทำอิดออดว่า ไม่ได้ติดต่อดิฉันมาแปดเดือนแล้ว เจอกันแล้วไม่รู้จะทำหน้ายังไง ……ดีนะยังรู้สึกผิด...เชอะ

 

3.สรุปว่า วันนั้นคุณลูกไก่ไม่ได้มา แต่ฝากของที่ซื้อมาตั้งแต่ปีใหม่มาให้ กับเจ้านายใหม่น้องโสดา ตอนที่เจ้านายใหม่น้องโสดายื่นให้ เธอก็พูดว่า ” นี้เป็นของฝากที่เจ้าตัวเขาอุตส่าเก็บไว้ตั้งแปดเดือนเพื่อเธอ”

แหม...ฟังแล้วอยากจะร้องให้ แต่ร้องไม่ออก มุนจุกอยู่ในอกเหมือนจะตายย...  ถ้าเจ้าตัวอยู่ตรงหน้านะจะด่าให้ไม่ซ้ำเลย 

แต่พอดีอยู่ต่อหน้าผู้ใหญ่ ก็ต้องเรียบร้อย พอรับไว้ ก็พูดขอบคุณไปตามธรรมเนียม   

 

4.ตอนนั้นดิฉันก็รับมาไม่ได้คิดอะไร เพราะคิดว่าคงไม่ได้เจอกันแน่นอน แต่คุณลูกไก่เธอส่งข้อความมาให้ค้า บอกว่ายังอยู่เมืองไทยถ้ามีโอกาสคงจะได้เจอกันนะครับชั่งกล้าจริงๆ เลย อย่างนี้ต้องเอาให้เข็ด  หลอกให้รักแล้วแล้วเขี่ยทิ้งซะ โฮะ โฮะ โฮะ ..

 

 

5.แต่ไม่ได้หรอกคะ ดิฉันเป็นคนดีเกินไป ทำเยี่ยงนั้นไม่ได้ ก็ได้แต่ตอบข้อความไปว่า ขอบคุณสำหรับของฝาก มีโอกาสคงได้เจอกัน  ปรากฎว่าคุณเธอตอบกลับมาเร็วมาก แล้วผมจะโทรมาครับ

  แหม....ให้มันได้ยังงี้ดิ แล้วแปดเดือนเมึงไปมุดหัวอยูที่ไหน       

 

edit @ 13 Sep 2011 08:54:08 by Thirty lady

1. หลังจากกลับมาจากใต้หวันแล้ว เอ๊ะ ไม่ใช่ซิ กลับมาจากญี่ปุ่น ตอนไปไม่ได้ไปไต้หวันอย่างเดียว เลยไปญี่ปุ่นด้วย ขากลับแวะเปลี่ยนเครื่องที่ไต้หวันอีกรอบ จะบอกว่าเหนื่อยมั๊กๆ ออกจากโรงแรมที่ญี่ปุ่น หกโมงเช้า กลับถึงไทย ห้าโมงเย็น ไชน่าแอร์ไลย์ดีเลย์ไปสองชั่วโมง  อาตี๋อาหมวยเอ้ย.....ช่วยเห็นใจอาอี้หน่อยน้า อาอี้คิดเทิงเมืองไทยใจจะขาดอยู่แร้ว (+_+)  ป.ล  จาก คุณนายที่2
 
 
 
2. ตอนนั่งรอเปลี่ยนเครื่องที่ใต้หวัน จากการที่ดิฉันเป็นคนชอบสังเกตพฤติกรรมของคนรอบข้างทำให้รู้ว่า เที่ยวบินที่จะไปกรุงเทพเมืองฟ้าอมร ช่างเป็นเที่ยวบินที่สหประชาชาติจริงๆ มีตั้งแต่ ญี่ปุ่นที่บินมาเปลี่ยนเครื่องที่เมืองไทยเหมือนดิฉัน   ฝรั่ง นิโกร อาตี้ อาหมวย เต็มไปหมด แหม...น่าภูมิใจแทนการท่องเที่ยวไทยจริงๆ
 
 
 
 
3.ไม่ใช่แค่นั้นยังมีทริปนักกีฬาคนพิการด้วย คิดว่าน่าจะไปแข่งพาราลิมปิกรึเปล่านะ ?  และก็มีพระสงฆ์ ไม่พอมีหลวงจีนอีก เห็นแล้วนึกถึงหนังกำลังภายใน
 ข้างหลังก็จะมีกลุ่มคนไทย อยู่สองสามกลุ่ม กลุ่มแรกเป็นแรงงานไทย  ที่ว่าเป็นแรงงานไทยเพราะ เขาเรียกตัวเองว่าต่างด้าว หนึ่งในนั้นพูดว่า “ต่างด้าวอย่างเฮา บอต้องขอชั๊ยวีซ่าดอก  ไม่ใช่ว่าดูหน้าตาแล้วเหมาว่าเขาเป็นต่างด้าวแต่อย่างได เพราะหน้าดิฉันก็ต่างด้าวไม่แพ้กัน
 ต่างด้าวอย่างเราก็ต้องขอวีซ่านะคะ  เอ๊ะรึหนีเข้าเมืองมา (@-@)
 

 

 

4.อีกกลุ่มเป็นกลุ่มไฮโซ เพชรที่คุณเธอใส่มันช่างส่งประกายทิ่มแทงสายตาดิฉันเหลือเกิ๊น แต่คุณเธอจะสำเนียงทองแดงมาก แสดงว่ามาจากปักใต้บ้านเฮา  ส่วนอีกกลุ่มน่าจะมาจากอีสานบ้านเอ๋ง แต่ผิดคะไม่ใช่ น้องเขามาจากบ้านใกล้เรือนเคียงเราเอง เธอมาจากลาวคะ ถึงว่าภาษาอีสานที่ใช้มันฟังดูเพราะแล้วก็นิ่มนวล พาสปอร์ตที่ถืออยู่ก็เป็นพาสปอร์ตลาว แต่น่าจะมาเรียนในไทย เพราะน้องเขาใส่ช็อปของ ม.เกษตรอยู่

 

 

5.น้องเขากำลังคุยอยู่กับยายคนนึง  ท่าทางแกดูตื่นๆ กลัวๆ พอลูกแกคุยเสร็จก็ทิ้งแกไว้ เดินไปคุยกับเพื่อนที่มาด้วยกันอีกด้านหนึ่ง แกก็เลยหันรีหันขวาง เหมือนจะหาเพื่อนยังไงยังงั้น พอดีแกคงได้ยินดิฉันคุยภาษาไทยกับเอ็นจิเนียร์ที่ไปด้วยกัน ก็รีบหันมา ท่าทางแกดีใจมาก เหมือนคนพึ่งค้นพบทางสว่างแห่งชีวิต

ยาย : “อีนางเป็นคนไทยบอ  ตู๊ด  ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด ตู๊ด…….”

อิฉัน : (@-@)?! ……จะบอกว่าไอ้เสียง ตู๊ด ตู๊ด นะ คือดิฉันฟังไม่ออกว่าแกพูดว่าอะไร เหมือนสัญญาณที่ขาดหายไปปลายสาย  

ยาย  : “ยายปั๊ยเวียงจั๋น ตู๊ด  ตู๊ด ตู๊ด ….. ยายบ่อก้า ตู๊ด  ตู๊ด ตู๊ด ……. น๋ำอันนี้อีนางน๊อยซื้อหั๊ย  ตู๊ด  ตู๊ด ตู๊ด ………”

อิฉัน : ((^-^!))?.....มองหาตัวช่วย

            “ต๋อง พี่ฟังยายแกไม่ออกเลย”

ต๋อง: ”แต่ผมฟังแกออกหมดเลยนะ”

ดิฉัน: “เหรอ งั้นแปลให้ด้วย สงสารแกคุยกับแกหน่อย ท่าทางแกอยากมีเพื่อนคุย”

ต๋อง : “ได้ๆ ครับ”

6.หลังจากนั้น ดิฉันก็คุยเป็นเพื่อนแกโดยมี ล่ามต๋องเป็นคนช่วยแปลให้ ดิฉันคิดว่าที่ดิฉันฟังแกไม่ออกน่าจะเป็นเพราะภาษาที่แกใช้มันเป็นภาษาเก่าที่คนแก่ใช้กันก็เลยฟังไม่ออก เป็นบางประโยค  ลูกสาวแกพอเห็นแกมีเพื่อนคุยก็ไม่กลับมาและ ทิ้งแกไว้เลย

พอคุยกันได้สักพัก นังต๋องคงคิดว่าทำไหมมันต้องมานั้งแปลด้วย คุยได้ซักพักมันก็ขอตัว ทิ้งดิฉันเอาไว้กับยายสองคน

 

 

 

7.ยายก็คุยสนุกมาก เหมือนแกไม่มีเพื่อนคุยมาสักสิบปีได้ แต่ดิฉันฟังแกไม่ออกทั้งหมด ก็เลยตอบแกไม่ได้

สุดท้ายแกถามว่า ไปไหนกันมา ดิฉันก็ตอบแกว่า ไปทำงานมา กำลังจะกลับเมืองไทย

แกก็ทำหน้างงๆ เหมือนไม่เข้าใจ ที่ดิฉันพูด ดิฉันก็พยายามทำมือ เป็นรูปเครื่องบิน  แล้วทำเสียงฟิ้ว ฟิ้ว ประมาณว่า เนี๊ยๆ เครื่องบินนี้มันจะไปประเทศไทยนะ

แต่แกกลับมองหน้าดิฉัน แบบไม่เข้าใจ แล้วก็ยิ้มแบบเจื่อนๆ คงคิดว่าดิฉันบ้าไปแล้วแน่ๆ แล้วก็หันกลับไปดื่มน้ำต่อ แบบไม่สนใจดิฉัน และก็ไม่หันหลังมาคุยอีกเลย

ปล่อยให้ดิฉันเป็นอีบ้าอยู่คนเดียว

  ฮ่วย…..ยายนะยาย คบไม่ได้เจงๆ

   

edit @ 29 May 2011 10:05:41 by Thirty lady